ความหมายของภาษา php คืออะไร

Semantics-of-php-news-site

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษาคอมพิวเตอร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมในเว็บไซต์บน World Wide Web (WWW.) มีอยู่มากมายจนในบางครั้งก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิด สับสน อย่าง php ก็เป็นอีกภาษาคอมพิวเตอร์ที่น่าสนใจ ซึ่งมีหลายคนนำมาใช้เขียนโปรแกรมในเว็บไซต์ด้วย แต่ถึงกระนั้นเราก็เชื่อว่ายังมีบางคนที่อาจจะอยากนำภาษา php ไปเขียนโปรแกรมในเว็บไซต์แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในความหมาย ยังเกิดความสงสัยอยู่ บทความนี้ช่วยคุณได้แน่นอน เพราะเราได้รวบรวมข้อมูล ความหมายของภาษา php ทั้งหมดมาไว้ให้แล้ว จะเป็นอย่างไรรีบไปดูกันเลย

ทำความรู้จักภาษา php กันก่อน

สิ่งแรกที่เราต้องศึกษาอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นก็คือ ความหมายของภาษา php โดย php ย่อมาจาก PHP Hypertext Preprocessor (แต่แรกเริ่มเดิมทีย่อมาจาก Personal Home Page Tools) จัดอยู่ในกลุ่มภาษาคอมพิวเตอร์ประเภท scripting language โดยคำสั่งต่างๆ ที่เรากำหนดจากภาษาประเภทนี้จะถูกเก็บไว้ในไฟล์ของ script ซึ่งเวลาที่ต้องการใช้งานคำสั่งจะต้องมีการแปรชุดคำสั่งนั้นออกมาก่อน (ตัวอย่างภาษาของ script ก็อย่างเช่น Perl, JavaScript ฯลฯ)

ลักษณะภาษา php จะมีความต่างจากภาษาของ script อื่น ตรงที่มีการถูกพัฒนา รวมถึงออกแบบให้สามารถสร้างเอกสารในรูปแบบ html ได้ ด้วยการแก้ไข หรือสอดแทรกเนื้อหาให้แบบอัตโนมัติ ทุกๆ ครั้งก่อนจะให้บริการเป็นโปรแกรมที่ร้องขอข้อมูลผ่านเว็บบราวเซอร์ (Web server) ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษา php ที่เขียนอยู่หน้าเว็บเพจจะถูกส่งมาให้กับเรา พูดง่ายๆ ว่าส่งการแสดงผลหน้าเว็บเพจให้เราได้เห็นก่อน จึงอาจเรียกได้ว่า php เป็นภาษาแบบ HTML-embedded scripting language หรือ server-side ที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้เราสร้างเว็บเพจที่มีการตอบโต้กับผู้ใช้งานที่เข้ามายังหน้าเว็บเพจ (Dynamic Web pages) ได้ มีลูกเล่น มีประสิทธิภาพสูง

ภาษา Pnp มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และแพร่หลายเนื่องจากเปิดเผยรหัสต้นฉบับจากกลุ่มนักพัฒนาเป็นสาธารณะ นักพัฒนาคนไหนก็สามารถเข้ามาปรับปรุง พัฒนาได้ หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นแบบ OpenSource ยิ่งถูกนำไปใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการอย่าง FreeBSD หรือ Linux ซึ่งจัดอยู่ใน Apache Web server ยิ่งได้รับการพัฒนาและแพร่หลายรวดเร็วกว่าเดิม ปัจจุบัน Web Server ที่อยู่ในระบบปฏิบัติการ Windows 95/98/NTที่มีอยู่หลายๆ ตัวสามารถไปใช้งานร่วมกับภาษา php ได้แล้ว

คุณสมบัติอันโดดเด่นของภาษา php

– ภาษา php มีขีดความสามารถแบบไม่จำกัด เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่วิ่งไปพร้อมกับ Sever

– ภาษา php เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้กลไกได้ง่าย เนื่องจากมีไวยากรณ์ภาษา มีโครงสร้างง่ายมาก รวมถึงได้เข้าไปอยู่ใน html เรียบร้อยแล้ว

– ภาษา pnp สามารถนำไปใช้กับการประมวลผลภาพได้

– ภาษา pnp มีความสามารถในการใช้ร่วมกับ XML ได้ทันทีด้วยเช่นกัน 6

– ภาษา php สามารถใช้งานได้ฟรี ไม่เสียเงิน ข้อนี้หลายคนยิ้มกรุ้มกริ่มกันเลยสินะ

– ภาษา php สามารถใช้งานได้กับเครื่องที่มีระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะ Windows, UNIX หรือ Linux ได้หมดถ้าสดชื่น (เป็นแบบ Conlatfun)

– ภาษา php สามารถใช้กับแฟ้มข้อมูลต่างๆ ได้

– ภาษา php สามารถนำไปใช้กับโครงสร้างของข้อมูลได้เยอะ ไม่ว่าจะแบบ Associative array, Array หรือ Scalar

– ภาษา php สามารถใช้กับข้อมูลที่มาในรูปแบบตัวอักษรไม่อย่างดี มีประสิทธิภาพขั้นสุด

– ภาษา php นอกจากมีประสิทธิภาพขั้นสุดด้านข้อมูลรูปแบบตัวอักษร ยังมีประสิทธิภาพและเร็วเมื่อนำไปใช้กับ Apach Xerve เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมอื่นจากภายนอก

สำหรับเวอร์ชั่นของภาษา php ที่ถูกพัฒนามา มีตั้งแต่ php  ซึ่งเกิดในปี 1994, php2 (ขณะนั้นใช้ชื่อ php/fi) เกิดระหว่างปี 1995-1997, php3 เกิดในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน ปี 1997 ถึงปี 1999, php4 เกิดตั้งแต่ปี 1999 – 2007 และ php5 เกิดตั้งแต่ปี 2007 – ปัจจุบัน

เพียงเราเข้าใจถึงข้อมูล ความหมายของภาษา php เชื่อว่าจะทำให้มีเว็บไซต์เป็นของตนเองที่ออกมาดี มีประสิทธิภาพ รองรับผู้เข้าชม การตอบโต้ได้แบบเริ่ดๆ

html คือ ภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบไหน

html-new-news-site

เมื่อพูดถึงภาษาคอมพิวเตอร์ที่หลายคนเคยเรียนมา หรือตอนนี้กำลังศึกษาหาข้อมูลอยู่ต้องคุ้นหูกับเจ้า html ภาษาคอมพิวเตอร์ตัวนี้กันบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แม้ว่าจะมีแอพพลิเคชั่น หรือวิธีสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปง่ายๆ มาช่วย แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่อาจลืมตัวช่วยให้การสร้างเว็บเพจนี้ไปได้ ว่าแต่ html คือ ภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบไหนใครที่ยังมีข้อสงสัยอยู่ ก็มาศึกษาหาข้อมูลกันได้ผ่านบทความนี้

html คือ ภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบไหน

สำหรับ html หรือ HyperText Markup Language เป็นภาษารูปแบบ Script ที่มีไว้ใช้เกี่ยวกับการทำเว็บเพจ ที่อยู่ในระบบ World Wide Web (www.) เป็นการเขียนคำสั่งเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์มีการแสดงผลทางหน้าจอของเว็บเพจตามที่เราต้องการ ทั้งเนื้อหา สี ภาพ ตำแหน่ง การเชื่อมโยง การเคลื่อนไหว ฯลฯ ของเว็บเพจ แน่นอนว่าชุดคำสั่งของ html ต้องถูกและเป็นเหตุเป็นผลกัน ผู้คิดค้นคือ Tim Berners-Lee โดยได้กำหนดไว้ว่า html สร้างขึ้นเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เผยแพร่ผลงานตนเอง รวมถึงอ้างอิงได้ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันปิด และอีกข้อคือสร้างเพื่อใช้เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ช่วยในกรณีที่ไม่ขึ้นกับเครือข่ายหรือระบบทางคอมพิวเตอร์ใด ซึ่งจะเป็นภาษาท้องถิ่น

ต้นแบบของ html มาจากภาษาที่ใช้ได้แค่กับประเภทของคอมพิวเตอร์ อย่าง sgml หรือ Standard Generalized Markup Language โดยรับเอาการกำหนดรูปแบบเอกสาร และการประกาศค่ามา ถามว่าทำไม html ถึงเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ถูกพูดถึง และนิยมใช้งาน (html และ http หรือโปรโตคอล) ก็เพราะสามารถใช้งาน สื่อสารได้ สามารถถ่ายโอนกันไปมาทั่วโลกทั้ง รูปแบบตัวอักษร เสียง หรือรูปภาพ เนื่องจากประเภทคอมพิวเตอร์มีความหลากหลาย และตัว html และ http ไม่ขึ้นตรงกับระบบเครือข่ายใดๆ

Html บอกอะไรเรา

ในการเข้าเว็บเพจจะมีภาษา html อยู่เสมอ (กดปุ่ม F12) โดย html จะบอกถึงโค้ดในการจัดวางหน้าเว็บเพจ หรือในบางครั้งก็อาจจะมีแหล่งลิงค์ ที่คอยเชื่อมโยงไปมาของข้อมูล แหล่งที่มา เสียง ภาพ หรือคลิปวิดีโอที่เรานำมาใช้งานอยู่ภายในเว็บเพจ พวกสี ตัวอักษร ขนาด ฯลฯ ก็บอกไว้ทั้งหมด

html กับคำสำคัญที่ควรรู้

จริงๆ แล้วภาษาของ html มีอยู่เยอะมาก เอาเป็นว่าบทความนี้แนะนำเป็นขั้นพื้นฐานแล้วกัน เช่น

<title>…<title> ตัวนี้จะหมายถึง คำสั่งตำแหน่งของหัวข้อที่จะให้แสดงผล

<body>…<body> ตัวนี้จะหมายถึง คำสั่งที่เนื้อหาจะแสดงขึ้นมา

<html>…<html> ตัวนี้จะหมายถึง คำสั่งในการเขียนเว็บเพจตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปยันจุดสิ้นสุด จะให้เว็บเพจนั้นออกมารูปแบบไหน ทำอะไรได้

นอกจากนี้ ยังมีชุดคำสั่งที่กำหนดโค้ดไว้เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือบางครั้งก็ไม่เป็นคำศัพท์ใดๆ แต่เป็นการนำเลขฐานมาถอดเป็นโค้ดแทน อย่าง การกำหนดสีต่างๆ #BBBBBB = สีเทา #FFFFFF = สีขาว เป็นต้น แน่นอนว่าบรรดาคนทำหรือตกแต่งเว็บเพจต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับภาษา html เบื้องต้นเหล่านี้ทั้งหมดไว้ด้วย

html ภาษาทางคอมพิวเตอร์ในเวอร์ชั่นต่างๆ

– html2.0 : เวอร์ชั่นเริ่มต้น ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไรนัก สุดท้ายได้มีการเพิ่มชุดคำสั่งลงไปใหม่

– html3.0 : เป็นเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนาโดย W3C แต่ Netscape, Microsoft และบริษัทอื่นๆ ไม่ยอมรับ W3C จึงปรับปรุงใหม่

– html3.2 : เป็นเวอร์ชั่นที่ W3C ปรับปรุงใหม่ แม้จะถูกยอมรับในปี 1997 ให้เป็นมาตรฐาน แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากนักออกแบบชอบใช้ชุดคำสั่งใหม่ ที่ยังไม่ได้รับมาตรฐาน

– html 4.0 : ถูกปรับปรุงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คนทำเว็บเพจควบคุมรูปภาพและรูปแบบเอกสารบนเว็บเพจได้ดี ซึ่งยังแบ่งย่อยออกมาอีก 3 ประเภท ได้แก่ แบบ Frameset (Frameset HTML 4.0), แบบเคร่งครัด (Strict HTML 4.0) และแบบค่อยเป็นไป (Transitional/ Loose HTML 4.0)

จะเห็นได้ว่า html เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงต้องหมั่นศึกษา จดจำ เพื่อให้การส้รางเว็บเพจออกมาดูดี มีประสิทธิภาพ ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายความสงสัยไม่มากก็น้อย